กสทช. เพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม “เคโฟร์” ฉ้อโกงประชาชน เตือนอย่าหลงเชื่อแอบอ้างนำธุรกิจโทรคมนาคมลงทุน ย้ำไม่มีใบอนุญาตขายตู้เติมเงิน-นำซิมการ์ดทำธุรกิจเครือข่าย
กสทช. เพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม “เคโฟร์” ฉ้อโกงประชาชน เตือนอย่าหลงเชื่อแอบอ้างนำธุรกิจโทรคมนาคมลงทุน ย้ำไม่มีใบอนุญาตขายตู้เติมเงิน-นำซิมการ์ดทำธุรกิจเครือข่าย
นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทน เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า วันนี้ (12 มี.ค. 2568) ที่ประชุม กสทช. มีมติเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่หนึ่ง เพื่อให้บริการขายต่อบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบโครงข่ายเสมือน (บริการ MVNO) ของบริษัท เคโฟร์ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (บริษัท เคโฟร์ฯ) ประกอบธุรกิจให้บริการ MVNO ในนามซิมการ์ด “K4” ตามข้อ 3(2) วรรคสอง ของประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม หลังจากกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ออกหมายจับบริษัท เคโฟร์ฯ ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตจาก กสทช. พร้อมทั้งกรรมการผู้มีอำนาจ ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน หลังจากมีผู้เสียหายที่ถูกชักชวนให้ลงทุนในลักษณะแชร์ลูกโซ่ เข้าร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน เมื่อเดือน ธ.ค. 2567 จนนำไปสู่การออกหมายจับ และตรวจยึดทรัพย์สิน
สำหรับธุรกิจของบริษัท เคโฟร์ฯ นอกจากทำธุรกิจซิมการ์ดในชื่อ “K4” บริษัทยังได้ประกอบธุรกิจตู้เติมเงินชื่อ “เคธี่ปันสุข” เพื่อให้บริการเติมเงินค่าโทรศัพท์ค่าย K4 ควบคู่กันไปด้วย ซึ่ง
ธุรกิจในส่วนของการให้บริการตู้เติมเงินนั้น ไม่ถือเป็นบริการโทรคมนาคมที่อยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของสำนักงาน กสทช. โดยเมื่อกลางปี 2567 ได้มีประชาชนบางส่วนโทรศัพท์สอบถาม Call Center หมายเลข 1200 ของสำนักงาน กสทช. ว่าบริษัท เคโฟร์ฯ ได้รับใบอนุญาตจริงหรือไม่
แต่ประชาชนบางส่วนยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องธุรกิจ MVNO กับธุรกิจตู้เติมเงิน โดยบริษัทมีการตั้งกลุ่มไลน์ชักชวนประชาชนให้ลงทุนตู้เติมเงินเคธี่ปันสุขเครื่องละ 50,000 บาท จะได้รับผลตอบแทนสูงลักษณะเป็นธุรกิจเครือข่าย (Single level Marketing/Multi level Marketing) ซึ่งบางส่วนไม่ได้รับตู้เติมเงิน แต่ได้รับผลตอบแทน อย่างไรก็ดี เมื่อสำนักงาน กสทช. ทราบเรื่องที่มีประชาชนสอบถามผ่านคอลเซ็นเตอร์ที่มีการนำเรื่องการรับใบอนุญาตชักชวนให้ลงทุน จึงได้มีการจัดทำข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อบริษัทชักชวนลงทุนตู้เติมเงินในลักษณะธุรกิจเครือข่ายเมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2567 แต่มีความเป็นไปได้ว่าขณะนั้นยังไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น จนกระทั่งปลายปี 2567 เริ่มมีผู้ลงทุนที่ได้รับความเสียหาย
ได้รับเงินล่าช้า จึงเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ
นายไตรรัตน์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2568 สำนักงาน กสทช. ได้รับข้อมูลจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) แจ้งข้อมูลการดำเนินคดีจับกุมกรรมการและยึดอายัดทรัพย์สินของบริษัท เคโฟร์ฯ เพื่อเป็นพยานหลักฐานในคดี จำนวนกว่า 400 รายการ มูลค่ารวมกว่า 50 ล้านบาท โดยมีประชาชนผู้เสียหาย 74 ราย มูลค่าความเสียหายรวม 29,770,771.45 บาท
ในคดีอันเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน ประกอบกับการถูกอายัดทรัพย์สินอาจส่งผลกระทบต่อคุณสมบัติการเป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ตามข้อ 6.7 ของ ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ที่ผู้ขอรับใบอนุญาต บุคคลผู้เป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของนิติบุคคลที่ขอรับใบอนุญาต
ต้องไม่อยู่ระหว่างถูกยึดหรืออายัดทรัพย์สิน หรือถูกฟ้องคดี และศาลประทับรับฟ้องไว้พิจารณาในความผิดที่เกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน ประกอบกับข้อ 12.1 ของประกาศ กสทช. ฉบับดังกล่าว ผู้รับใบอนุญาตจะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนด อย่างไรก็ตาม หากบริษัท เคโฟร์ฯ ยังคงให้บริการโทรคนาคมต่อไป บริษัทอาจนำใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมไปประชาสัมพันธ์การลงทุนในรูปแบบอื่น ๆ รวมถึงพฤติกรรมที่เข้าข่ายการฉ้อโกงประชาชนย่อมก่อให้เกิดผลร้ายแก่ประชาชนทั่วไปและเป็นอันตรายอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศ จึงเข้าข่ายเป็นกรณี "ผู้รับใบอนุญาตฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการโทรคมนาคมจนเกิดความเสียหายร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ" ตามข้อ 3(2) วรรคสอง ของประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม
“เมื่อสำนักงาน กสทช. ได้พิจารณาถึงพฤติการณ์ในการให้บริการโทรคมนาคม และการกระทำความผิดของบริษัท เคโฟร์ฯ และกรรมการบริษัทแล้ว เห็นว่าหากบริษัท เคโฟร์ฯ ยังคงให้บริการโทรคมนาคมต่อไปแล้ว บริษัท เคโฟร์ฯ อาจนำใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมไปประชาสัมพันธ์การลงทนในรูปแบบอื่น ๆ ย่อมก่อให้เกิดผลร้ายแก่ประชาชนเป็นวงกว้างและเป็นอันตรายอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศ จึงเห็นควรเสนอให้ กสทช. พิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคนาคมแบบที่หนึ่ง ของบริษัท เคโฟร์ฯ โดยให้มีผลนับตั้งแต่วันที่ กสทช. มีมติ” นายไตรรัตน์ กล่าว
รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า นอกจากการเพิกถอนใบอนุญาต กสทช. ยังมีมติให้บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ในฐานะผู้ให้บริการขายส่งบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้แก่บริษัท เคโฟร์ฯ
เป็นผู้รับโอนย้ายลูกค้ามาดูแลต่อตั้งแต่ กสทช. มีมติเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมของบริษัท จากข้อมูลของ NT ถึงสิ้นปี 2567 มีผู้ใช้ซิม K4 จำนวนประมาณ 330,000 เลขหมาย โดยในจำนวนนี้มีเลขหมายใช้งานจริงประมาณ 46,000 เลขหมาย มียอดเติมเงินล่าสุดสิ้นปี 2567 ประมาณ 1.7 ล้านบาท เฉลี่ยมียอดเติมเงินเลขหมายละ 37 บาท
ทั้งนี้ สำนักงาน กสทช. ขอย้ำว่า กสทช. ไม่มีการให้ใบอนุญาตขายตู้เติมเงิน ซึ่งตู้เติมเงินไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช. และกรณี MVNO ไม่สามารถนำซิมการ์ดไปทำธุรกิจเครือข่ายได้ หากไม่แน่ใจสามารถโทรศัพท์สอบถาม Call Center ของสำนักงาน กสทช. หมายเลข 1200
--------------------------
สร้างโดย - ศาศวัต พัวเวส (1/9/2568 11:26:39)
Download
เอกสารแนบ
Page views: 122