สำนักงาน กสทช. เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม เพื่อให้ได้หลักเกณฑ์ที่สมบูรณ์ พร้อมสำหรับการประมูลดาวเทียมครั้งแรกของประเทศไทย

สำนักงาน กสทช. เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม เพื่อให้ได้หลักเกณฑ์ที่สมบูรณ์ พร้อมสำหรับการประมูลดาวเทียมครั้งแรกของประเทศไทย 

พล.อ.ท. ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (รองเลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า วันนี้ (22 มีนาคม 2564) สำนักงาน กสทช. ได้จัดให้มีการรับฟังความเห็นสาธารณะ ต่อ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมในลักษณะจัดชุด (Package) เป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่ได้เคยเปิดรับฟังมาแล้วเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2563 เพื่อให้ร่างประกาศฯ มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าวในประเด็นสำคัญๆ หลายประเด็น   
พล.อ.ท. ดร.ธนพันธุ์ กล่าวว่า สาระสำคัญของร่างหลักเกณฑ์ที่มีการปรับปรุง คือ การปรับคุณสมบัติของผู้ขอรับอนุญาต โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่ที่มีความพร้อมสามารถเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้ได้ ซึ่งจะทำให้เกิดการแข่งขัน และการปรับลดราคาขั้นต่ำลงให้สอดคล้องกับการประกอบธุรกิจจริง ส่งผลให้มีการปรับลดราคาขั้นต่ำของการประมูลลงบางชุด ได้แก่ ชุดที่ 1 ซึ่งประกอบด้วย วงโคจร 50.5E (ข่ายงาน C1, N1 และ P1R) และ วงโคจร 51E (ข่ายงาน 51) ปรับราคาขั้นต่ำจาก 728.20 ล้านบาท เป็น 676.92 ล้านบาท และชุดที่ 3 ที่ประกอบด้วย วงโคจร 119.5E (ข่ายงาน IP1, P3 และ LSX3R) และ วงโคจร 120E (ข่ายงาน 120E) จาก ปรับราคาขั้นต่ำจาก 745.57 ล้านบาท เป็น 392.95 ล้านบาท สำหรับชุดที่ 2 และชุดที่ 4 ไม่มีการปรับราคาขั้นต่ำ โดยชุดที่ 2 ประกอบด้วย วงโคจร 78.5E (ข่ายงาน A2B และ LSX2R) ราคาขั้นต่ำอยู่ที่ 366.49 ล้านบาท และชุดที่ 4 ที่ประกอบด้วย วงโคจร 126E (ข่ายงาน 126E) และ วงโคจร 142E (ข่ายงาน G3K และ N5) ราคาขั้นต่ำอยู่ที่ 364.69 ล้านบาท ในส่วนของค่าธรรมเนียมการอนุญาตให้ใช้สิทธิรายปี จำนวน 0.25 % ของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย รวมทั้งค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ไม่เกิน 1.5 % และ ค่าธรรมเนียม USO จำนวน 2.5 % นั้นยังคงเป็นอัตราเดิมตามร่างประกาศ
รองเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า สำหรับวิธีการคัดเลือกนั้น ยังคงกำหนดวิธีการคัดเลือกเป็น 2 ขั้นตอน โดยขั้นตอนที่ 1. พิจารณาข้อเสนอด้านประสบการณ์และความสามารถในการดำเนินการ ขั้นตอนที่ 2. การพิจารณาข้อเสนอด้านราคา โดยมีการปรับจากเดิมที่กำหนดให้เป็นรูปแบบของการยื่นข้อเสนอด้านราคาในรูปแบบผลประโยชน์ส่วนเพิ่มสูงสุดทีละรอบของแต่ละชุดข่ายงานดาวเทียม  (Sealed Bid) เป็นการยื่นข้อเสนอการประมูลในชุดข่ายงานดาวเทียมพร้อมกันทั้ง 4 ชุด (Simultaneous Auction) เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันได้ในทุกชุด และป้องกันการการสมยอมในการเสนอราคา (ฮั้วประมูล) 
นอกจากนั้น ยังมีการปรับระยะเวลาและเงื่อนไขในการอนุญาตให้มีความชัดเจน โดยเฉพาะในชุดที่ 2 ข่ายงาน A2B ที่เป็นของดาวเทียมไทยคม 5 เดิม โดยที่ผู้ประกอบการรายใหม่จะต้องไม่ส่งผลกระทบหรือรอนสิทธิข่ายงานที่ดาวเทียมไทยคม 6 และ 8 ใช้อยู่เนื่องจากอยู่ในวงโคจร (Slot) 78.5E เดียวกัน และเงื่อนไขระยะเวลาที่จะได้รับสิทธิในชุดที่ 3 ข่ายงาน IP1 จะได้รับหลังจากอายุวิศวกรรมของดาวเทียมไทยคม 4 (IP Star) สิ้นสุด เพื่อไม่ให้ผู้ชนะในการประมูลครั้งนี้โดนรอนสิทธิหรือมีปัญหาสัญญาทางปกครองเช่นเดียวกับทีวีดิจิทัลที่ผ่านมา โดยมุ่งหวังที่ให้สามารถมีผู้ได้รับการอนุญาตทั้ง 4 ชุด เพื่อที่จะได้รักษาไว้ซึ่งสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรของประเทศไทย

“หลังจากการรับฟังความคิดเห็นในวันนี้แล้ว สำนักงานฯ จะนำความคิดเห็นที่ได้รับมาปรับปรุงร่างประกาศเพื่อให้มีความสมบูรณ์ และจะเสนอ กสทช. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในปลายเดือน เม.ย. นี้ หาก กสทช. เห็นชอบก็จะสามารถนำไปประกาศลงในราชกิจจาฯ ได้ภายในเดือน พ.ค. จากนั้นจะเปิดให้ผู้สนใจมายื่นขอรับอนุญาตได้ในเดือน มิ.ย. และหลังจากผ่านการพิจารณาประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านเกณฑ์ประสบการณ์แล้ว คาดว่าจะสามารถเข้ามายื่นข้อเสนอด้านราคาหรือประมูลได้ภายในปลายเดือน มิ.ย. หรือ ต้นเดือน ก.ค. ซึ่งนั่นจะทำให้เราสามารถเปลี่ยนผ่านธุรกิจดาวเทียมจากระบบสัมปทานมาสู่ระบบใบอนุญาตได้อย่างเป็นรูปธรรม ได้ก่อนที่จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในวันที่ 10 ก.ย. 2564 นี้” พล.อ.ท. ดร.ธนพันธุ์ฯ กล่าว


 

สร้างโดย  - ปฐมพงศ์  ศรีแสงจันทร์ (22/3/2564 12:38:37)